สังโยชน์ 10 พุทธวจน เครื่องผูกมัดจิตและหนทางสู่อิสรภาพ

เรียนรู้สังโยชน์ 10 ตามพุทธวจน ทำความเข้าใจกิเลสเครื่องผูกมัดจิตใจ ละสังโยชน์เบื้องต่ำและเบื้องสูง เพื่อการเจริญสติสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
​Focus Keyword: สังโยชน์ 10
​Related Keywords: สังโยชน์ 10 พุทธวจน, โอรัมภาคิยสังโยชน์, อุทธัมภาคิยสังโยชน์, เครื่องผูกสัตว์, มรรคมีองค์ 8 ละสังโยชน์

ยกจากพระสูตร · ระบุที่มาทุกข้อ

สังโยชน์ ๑๐

“เครื่องผูก” ที่ผูกสัตว์ไว้กับภพ — ตามพุทธวจนในพระไตรปิฎก

อํ.ทสก. — สังโยชนสูตร (AN 10.13)

พุทธพจน์ตั้งหลัก

ทสยิมานิ ภิกฺขเว สํโยชนานิ. กตมานิ ทส?
ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ, ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.

กตมานิ ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ?
สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส กามจฺฉนฺโท พฺยาปาโท —
อิมานิ ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.

กตมานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ?
รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา —
อิมานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.
ภิกษุทั้งหลาย! สังโยชน์ ๑๐ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๑๐ ประการอย่างไรเล่า? คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (เครื่องผูกส่วนเบื้องต่ำ) และอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (เครื่องผูกส่วนเบื้องสูง)

โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นอย่างไรเล่า? คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นอย่างไรเล่า? คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

⚠️ ในชั้นอภิธรรม–อรรถกถา ข้อ ๔–๕ นิยมใช้ว่า กามราคะ และ ปฏิฆะ ซึ่งมีความหมายคาบเกี่ยวกัน แต่คำที่ปรากฏในพระสูตรคือ กามฉันทะ และ พยาบาท

สํ.สฬา. — โกฏฐิกสูตร (SN 35.232)

🐂 อุปมา “โคดำ–โคขาว” : อะไรคือเครื่องผูกกันแน่

น โข อาวุโส จกฺขุ รูปานํ สํโยชนํ, น รูปา จกฺขุสฺส สํโยชนํ;
ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สํโยชนํ.
ท่านผู้มีอายุ! ตาไม่ใช่เครื่องผูกของรูป รูปก็ไม่ใช่เครื่องผูกของตา แต่ ฉันทราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ) ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูปทั้งสองนั้นต่างหาก คือเครื่องผูกในที่นั้น

เปรียบเหมือนโคดำกับโคขาวถูกผูกไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน — โคดำไม่ใช่เครื่องผูกโคขาว โคขาวก็ไม่ใช่เครื่องผูกโคดำ แต่เชือกที่ผูกโคทั้งสองนั่นแหละคือเครื่องผูก

👉 ใจความ: โลกไม่ได้ผูกเรา ตาหูจมูกลิ้นกายใจก็ไม่ได้ผูกเรา — ฉันทราคะ ในใจเราเองต่างหากคือโซ่

๑

สักกายทิฏฐิ

โอรัมภาคิยะ
ม.มู. — จูฬเวทัลลสูตร (MN 44) · ธัมมทินนาเถรีตอบวิสาขอุบาสก
อิธ ภคินิ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ... รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ, อตฺตนิ วา รูปํ, รูปสฺมึ วา อตฺตานํ; เวทนํ ... สญฺญํ ... สงฺขาเร ... วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ... เอวํ โข ภคินิ สกฺกายทิฏฺฐิ โหติ.
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ย่อม ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ เห็นตนว่ามีรูป ๑ เห็นรูปในตน ๑ เห็นตนในรูป ๑ — เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เช่นเดียวกัน อย่างนี้แล คือสักกายทิฏฐิ
📐 ๕ ขันธ์ × ๔ แง่ = สักกายทิฏฐิ ๒๐
ทางคลาย: ตามเห็นขันธ์ ๕ ว่า “เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตา” — นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (อนัตตลักขณสูตร SN 22.59)
๒

วิจิกิจฉา

โอรัมภาคิยะ
ม.มู. — สัพพาสวสูตร (MN 2)
อโหสึ นุ โข อหํ อตีตมทฺธานํ? น นุ โข อโหสึ? กึ นุ โข อโหสึ? กถํ นุ โข อโหสึ? ...
เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ อชฺฌตฺตํ กถํกถี โหติ — อหํ นุ ขอสฺมิ? โน นุ ขอสฺมิ?
เขาย่อมสงสัยว่า “ในอดีตเราได้มีแล้วหรือ? ไม่ได้มีหรือ? ได้เป็นอะไรหรือ? ได้เป็นอย่างไรหรือ?” ... หรือสงสัยในปัจจุบันว่า “เรามีอยู่หรือ? เราไม่มีอยู่หรือ? เราเป็นอะไร? เราเป็นอย่างไร?”
📌 อีกนัย (เจโตขีล ๕ – MN 16): สงสัยลังเลใน พระศาสดา · พระธรรม · พระสงฆ์ · สิกขา · เพื่อนพรหมจรรย์
ทางคลาย: โยนิโสมนสิการในอริยสัจ ๔ — “นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์”
๓

สีลัพพตปรามาส

โอรัมภาคิยะ
ม.ม. — กุกกุรวติกสูตร (MN 57)
ปุณณะโกลิยบุตรผู้ประพฤติ โควัตร และเสนิยะผู้ประพฤติ กุกกุรวัตร (วัตรอย่างโค–อย่างสุนัข) เข้าไปทูลถามถึงผลของวัตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้บำเพ็ญวัตรเช่นนั้นให้บริบูรณ์ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของโค–ของสุนัข หากมีความเห็นว่า “เราจักเป็นเทพด้วยศีลนี้ ด้วยวัตรนี้” ความเห็นนั้นคือ มิจฉาทิฏฐิ
👉 ไม่ได้ห้ามมีศีลหรือข้อวัตร — แต่ห้าม “ปรามาส” คือลูบคลำยึดถือว่าลำพังศีลและวัตรนั้นจะทำให้บริสุทธิ์ได้เอง โดยไม่ต้องเจริญมรรค
ทางคลาย: ถือศีลเป็น “ฐานของสมาธิ–ปัญญา” ไม่ใช่ “เครื่องแลกผล”
๔

กามฉันทะ (กามราคะ)

โอรัมภาคิยะ
อํ.ฉกฺก. — นิพเพธิกสูตร (AN 6.63)
น เต กามา ยานิ จิตฺรานิ โลเก
สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม
ติฏฺฐนฺติ จิตฺรานิ ตเถว โลเก
อเถตฺถ ธีรา วินยนฺติ ฉนฺทํ.
อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลก หาใช่กามไม่
ความกำหนัดเพราะดำริต่างหาก เป็นกามของคน
อารมณ์อันวิจิตรก็ตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นเอง
ส่วนผู้มีปัญญา ย่อมกำจัดเสียซึ่ง ฉันทะ ในอารมณ์เหล่านั้น
👉 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ของสวยงามในโลก” แต่อยู่ที่ ความดำริกำหนัด ที่ใจเราเติมเข้าไป
ทางคลาย: เห็นอาทีนวะ (โทษ) ของกาม และเห็นความเกิด–ดับของเวทนาที่อาศัยผัสสะ
๕

พยาบาท (ปฏิฆะ)

โอรัมภาคิยะ
สำนวนนีวรณ์ในพระสูตรทั่วไป (เช่น DN 2, MN 27, AN 5.51)
พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป ...
พฺยาปาทํ ปหาย อพฺยาปนฺนจิตฺโต วิหรติ
สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี.
เป็นผู้ มีจิตคิดร้าย มีความดำริแห่งใจอันประทุษร้าย ... ครั้นละพยาบาทได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ มีจิตไม่คิดร้าย เป็นผู้อนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์มีชีวิตทั้งปวง
👉 พยาบาทมีทั้งอย่างหยาบ (คิดล้างแค้น) และอย่างละเอียด (ขัดใจ รำคาญ ไม่พอใจแวบเดียว)
ทางคลาย: เมตตาเจโตวิมุตติ + รู้ทันปฏิฆานุสัยที่นอนเนื่องกับทุกขเวทนา
๖

รูปราคะ

อุทธัมภาคิยะ
อธิบายจากบริบท รูปภพ/รูปฌาน ในพระสูตร (เช่น MN 64, AN 4.123)
ความกำหนัดยินดีใน รูปภพ / รูปฌาน — เป็นความติดใจในภาวะอันประณีตของสมาธิที่ยังมีรูปเป็นอารมณ์

อํ.จตุกฺก. (AN 4.123) ตรัสถึงผู้เข้าปฐมฌาน–จตุตถฌานแล้ว “ยินดี พอใจ ถึงความปลื้มใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น น้อมใจไปในธรรมนั้น อยู่มากด้วยธรรมนั้น ไม่เสื่อมจากธรรมนั้น” ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทพเหล่านั้น — นั่นคือคติของปุถุชน ไม่ใช่คติของอริยสาวก
ทางคลาย: ไม่หยุดที่ความสุขในฌาน แต่ยกธรรมในฌานนั้นขึ้นพิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
๗

อรูปราคะ

อุทธัมภาคิยะ
อธิบายจากบริบท อรูปภพ/อรูปสมาบัติ (เช่น MN 64, MN 106)
ความกำหนัดยินดีใน อรูปภพ / อรูปสมาบัติ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

เป็นความติดในภาวะที่ละเอียดจนไม่มีรูปให้ยึด แต่ยัง “มีผู้เสวย” แฝงอยู่ จึงยังเป็นเครื่องผูกไว้กับภพ
ทางคลาย: เห็นว่าแม้ภาวะอันละเอียดที่สุดก็ยังเป็น “สังขตธรรม” — สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จึงไม่เที่ยง
๘

มานะ

อุทธัมภาคิยะ
สํ.ข. — เขมกสูตร (SN 22.89) · มานะ ๓ ในพระสูตรทั่วไป
เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน, สทิโสหมสฺมีติ มาโน, หีโนหมสฺมีติ มาโน.
มานะว่า “เราดีกว่าเขา” ๑ มานะว่า “เราเสมอเขา” ๑ มานะว่า “เราด้อยกว่าเขา” ๑
เขมกสูตร: พระเขมกะกล่าวว่า ท่านไม่เห็นขันธ์ ๕ ใดเป็นตนหรือของตนแล้ว แต่ท่าน “ยังไม่เป็นพระอรหันต์” เพราะยังมี “อสฺมี”ติ มาโน (มานะว่า “เรามี” “เราเป็น”) อันละเอียดตามนอนอยู่

อุปมา: เหมือนผ้าเปื้อนเปรอะที่ซักด้วยน้ำด่างแล้ว แต่ยังเหลือ กลิ่นด่างติดอยู่ ต้องอบด้วยกลิ่นหอมอีก กลิ่นนั้นจึงหายไป
ทางคลาย: เจริญวิปัสสนาในขันธ์ ๕ ต่อไปจนถอน “อัสมิมานะ” ที่นอนเนื่องได้หมด
๙

อุทธัจจะ

อุทธัมภาคิยะ
อํ.จตุกฺก. — ยุคนัทธสูตร (AN 4.170) · พระอานนท์แสดง
ตสฺส ตํ มคฺคํ ภาวยโต พหุลีกโรโต สํโยชนานิ ปหียนฺติ ...
อถ วา ปนาวุโส ภิกฺขุโน ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตํ มานสํ โหติ; โส อาวุโส สมโย ยํ ตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตเมว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุมี ใจอันถูกความฟุ้งซ่านในธรรมกั้นไว้ (ธัมมุทธัจจะ) — สมัยใดจิตนั้นตั้งมั่นสงบลงในภายใน เป็นเอกัคคตา ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมัยนั้นมรรคย่อมเกิดแก่เธอ เมื่อเจริญมรรคนั้นให้มาก สังโยชน์ทั้งหลายย่อมถูกละไป
👉 อุทธัจจะระดับสังโยชน์ ไม่ใช่ฟุ้งเรื่องบ้านเรื่องงาน แต่เป็น ความไหวตัวละเอียดของจิต แม้ในขณะปฏิบัติธรรม (เช่น ตื่นเต้นในสภาวะ อยากรู้ อยากได้ผลเร็ว)
ทางคลาย: สมถะ–วิปัสสนาเข้าคู่กัน (ยุคนัทธะ) จนจิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตา
๑๐

อวิชชา

รากของทั้งหมด
สํ.นิ. — วิภังคสูตร (SN 12.2)
กตมา จ ภิกฺขเว อวิชฺชา?
ยํ โข ภิกฺขเว ทุกฺเข อญฺญาณํ, ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ, ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ, ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ —
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อวิชฺชา.
ภิกษุทั้งหลาย! อวิชชาเป็นอย่างไรเล่า? ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ — นี้เราเรียกว่า อวิชชา
🔗 อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา — อวิชชาเป็นต้นสายของปฏิจจสมุปบาททั้งสาย จึงเป็นรากที่ทำให้สังโยชน์อีก ๙ ข้อตั้งอยู่ได้
ทางคลาย: วิชชา คือ ญาณทัสสนะในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง — “อวิชฺชาย ตฺเวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ”
อํ.ติก. — สิกขาสูตร (AN 3.87) และสำนวนซ้ำในหลายพระสูตร

ละได้เท่าไร → เป็นอะไร (พุทธพจน์ตรง)

🌱 โสดาบัน
ติณฺณํ สํโยชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺโน โหติ อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโน.
เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๓ เป็นโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า
(สังโยชน์ ๓ = สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส)
🌿 สกทาคามี
ติณฺณํ สํโยชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามี โหติ, สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กโรติ.
เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ และเพราะ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง เป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
🌳 อนาคามี
ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สํโยชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติโก โหติ ตตฺถ ปรินิพฺพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกา.
เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
☀️ อรหันต์
อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ.
เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่

🔨 ละสังโยชน์ด้วยอะไร

สํ.ม. — โอรัมภาคิยสูตร / อุทธัมภาคิยสูตร (SN 45.179–180)
อิเมสํ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สํโยชนานํ อภิญฺญาย ปริญฺญาย ปริกฺขยาย ปหานาย อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาเวตพฺโพ.
ภิกษุทั้งหลาย! เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันบุคคลพึงเจริญ (อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ก็ตรัสโดยนัยเดียวกัน)
ม.ม. — มหามาลุงกโยวาทสูตร (MN 64) · อุปมาเด็กอ่อน
เด็กอ่อนที่ยังนอนหงาย แม้แต่คำว่า “สักกายะ” ก็ยังไม่มีแก่เขา สักกายทิฏฐิจักเกิดแก่เขาแต่ไหน? ก็แต่ว่า สักกายทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในเขานั่นเอง

(ตรัสทำนองเดียวกันกับ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ พยาบาท)
👉 ใจความ: ยังไม่แสดงตัว ≠ ละได้แล้ว — ถ้ายังมี อนุสัย นอนเนื่อง เมื่อมีเหตุปัจจัยมันก็ผุดขึ้นได้เสมอ
มรรคาปฏิปทาที่ตรัสไว้ใน MN 64: ภิกษุสงัดจากกาม เข้าถึงฌาน แล้ว “ตามเห็นธรรมทั้งหลายในฌานนั้น — คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ — โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความคับแค้น เป็นอาพาธ เป็นของอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตน” แล้วน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุ — เธอย่อมสิ้นอาสวะ หรืออย่างน้อยเป็นโอปปาติกะปรินิพพานในภพนั้น

📚 แหล่งอ้างอิงที่ยกมา

เรื่องพระสูตรที่มา
รายชื่อสังโยชน์ ๑๐สังโยชนสูตรอํ.ทสก. (AN 10.13)
อะไรคือเครื่องผูก (โคดำ–โคขาว)โกฏฐิกสูตรสํ.สฬา. (SN 35.232)
สักกายทิฏฐิ ๒๐จูฬเวทัลลสูตรม.มู. (MN 44)
วิจิกิจฉา (สงสัยในตน/ในไตรรัตน์)สัพพาสวสูตร / เจโตขีลสูตรม.มู. (MN 2 / MN 16)
สีลัพพตปรามาส (โควัตร–กุกกุรวัตร)กุกกุรวติกสูตรม.ม. (MN 57)
กามคือสังกัปปราคะนิพเพธิกสูตรอํ.ฉกฺก. (AN 6.63)
อัสมิมานะ (อุปมาผ้าซักแล้วยังมีกลิ่นด่าง)เขมกสูตรสํ.ข. (SN 22.89)
ธัมมุทธัจจะ / สมถะ–วิปัสสนาเข้าคู่ยุคนัทธสูตรอํ.จตุกฺก. (AN 4.170)
นิยามอวิชชาวิภังคสูตรสํ.นิ. (SN 12.2)
ผล ๔ ระดับตามการละสังโยชน์สิกขาสูตรอํ.ติก. (AN 3.87)
มรรค ๘ เพื่อละสังโยชน์โอรัมภาคิย/อุทธัมภาคิยสูตรสํ.ม. (SN 45.179–180)
อนุสัย + ปฏิปทาละสังโยชน์เบื้องต่ำมหามาลุงกโยวาทสูตรม.ม. (MN 64)

หมายเหตุ: เลขเล่ม/ข้อในพระไตรปิฎกภาษาไทยแตกต่างกันตามฉบับ (สยามรัฐ / มหาจุฬาฯ / มหามกุฏฯ) จึงระบุเป็นชื่อพระสูตรและเลขสากล (PTS) เพื่อให้ตรวจสอบข้ามฉบับได้