ค้นหาสื่อ
สังโยชน์ 10 พุทธวจน เครื่องผูกมัดจิตและหนทางสู่อิสรภาพ
เรียนรู้สังโยชน์ 10 ตามพุทธวจน ทำความเข้าใจกิเลสเครื่องผูกมัดจิตใจ ละสังโยชน์เบื้องต่ำและเบื้องสูง เพื่อการเจริญสติสู่ความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
Focus Keyword: สังโยชน์ 10
Related Keywords: สังโยชน์ 10 พุทธวจน, โอรัมภาคิยสังโยชน์, อุทธัมภาคิยสังโยชน์, เครื่องผูกสัตว์, มรรคมีองค์ 8 ละสังโยชน์
ยกจากพระสูตร · ระบุที่มาทุกข้อ
สังโยชน์ ๑๐
“เครื่องผูก” ที่ผูกสัตว์ไว้กับภพ — ตามพุทธวจนในพระไตรปิฎก
อํ.ทสก. — สังโยชนสูตร (AN 10.13)
พุทธพจน์ตั้งหลัก
ทสยิมานิ ภิกฺขเว สํโยชนานิ. กตมานิ ทส?
ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ, ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.
กตมานิ ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ?
สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส กามจฺฉนฺโท พฺยาปาโท —
อิมานิ ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.
กตมานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ?
รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา —
อิมานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.
ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ, ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.
กตมานิ ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ?
สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส กามจฺฉนฺโท พฺยาปาโท —
อิมานิ ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.
กตมานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ?
รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา —
อิมานิ ปญฺจุทฺธมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ.
ภิกษุทั้งหลาย! สังโยชน์ ๑๐ ประการเหล่านี้มีอยู่ ๑๐ ประการอย่างไรเล่า? คือ
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (เครื่องผูกส่วนเบื้องต่ำ) และอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ (เครื่องผูกส่วนเบื้องสูง)
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นอย่างไรเล่า? คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นอย่างไรเล่า? คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นอย่างไรเล่า? คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามฉันทะ พยาบาท
อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นอย่างไรเล่า? คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
⚠️ ในชั้นอภิธรรม–อรรถกถา ข้อ ๔–๕ นิยมใช้ว่า กามราคะ และ ปฏิฆะ ซึ่งมีความหมายคาบเกี่ยวกัน แต่คำที่ปรากฏในพระสูตรคือ กามฉันทะ และ พยาบาท
สํ.สฬา. — โกฏฐิกสูตร (SN 35.232)
🐂 อุปมา “โคดำ–โคขาว” : อะไรคือเครื่องผูกกันแน่
น โข อาวุโส จกฺขุ รูปานํ สํโยชนํ, น รูปา จกฺขุสฺส สํโยชนํ;
ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สํโยชนํ.
ยญฺจ ตตฺถ ตทุภยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทราโค ตํ ตตฺถ สํโยชนํ.
ท่านผู้มีอายุ! ตาไม่ใช่เครื่องผูกของรูป รูปก็ไม่ใช่เครื่องผูกของตา
แต่ ฉันทราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ) ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยตาและรูปทั้งสองนั้นต่างหาก คือเครื่องผูกในที่นั้น
เปรียบเหมือนโคดำกับโคขาวถูกผูกไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน — โคดำไม่ใช่เครื่องผูกโคขาว โคขาวก็ไม่ใช่เครื่องผูกโคดำ แต่เชือกที่ผูกโคทั้งสองนั่นแหละคือเครื่องผูก
เปรียบเหมือนโคดำกับโคขาวถูกผูกไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน — โคดำไม่ใช่เครื่องผูกโคขาว โคขาวก็ไม่ใช่เครื่องผูกโคดำ แต่เชือกที่ผูกโคทั้งสองนั่นแหละคือเครื่องผูก
👉 ใจความ: โลกไม่ได้ผูกเรา ตาหูจมูกลิ้นกายใจก็ไม่ได้ผูกเรา — ฉันทราคะ ในใจเราเองต่างหากคือโซ่
๑
สักกายทิฏฐิ
โอรัมภาคิยะม.มู. — จูฬเวทัลลสูตร (MN 44) · ธัมมทินนาเถรีตอบวิสาขอุบาสก
อิธ ภคินิ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ... รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ, รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ,
อตฺตนิ วา รูปํ, รูปสฺมึ วา อตฺตานํ; เวทนํ ... สญฺญํ ... สงฺขาเร ... วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ...
เอวํ โข ภคินิ สกฺกายทิฏฺฐิ โหติ.
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ย่อม ตามเห็นรูปโดยความเป็นตน ๑ เห็นตนว่ามีรูป ๑ เห็นรูปในตน ๑ เห็นตนในรูป ๑ — เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เช่นเดียวกัน อย่างนี้แล คือสักกายทิฏฐิ
📐 ๕ ขันธ์ × ๔ แง่ = สักกายทิฏฐิ ๒๐
ทางคลาย: ตามเห็นขันธ์ ๕ ว่า “เนตํ มม เนโสหมสฺมิ น เมโส อตฺตา” — นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (อนัตตลักขณสูตร SN 22.59)
๒
วิจิกิจฉา
โอรัมภาคิยะม.มู. — สัพพาสวสูตร (MN 2)
อโหสึ นุ โข อหํ อตีตมทฺธานํ? น นุ โข อโหสึ? กึ นุ โข อโหสึ? กถํ นุ โข อโหสึ? ...
เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ อชฺฌตฺตํ กถํกถี โหติ — อหํ นุ ขอสฺมิ? โน นุ ขอสฺมิ?
เอตรหิ วา ปจฺจุปฺปนฺนํ อทฺธานํ อชฺฌตฺตํ กถํกถี โหติ — อหํ นุ ขอสฺมิ? โน นุ ขอสฺมิ?
เขาย่อมสงสัยว่า “ในอดีตเราได้มีแล้วหรือ? ไม่ได้มีหรือ? ได้เป็นอะไรหรือ? ได้เป็นอย่างไรหรือ?” ... หรือสงสัยในปัจจุบันว่า “เรามีอยู่หรือ? เราไม่มีอยู่หรือ? เราเป็นอะไร? เราเป็นอย่างไร?”
📌 อีกนัย (เจโตขีล ๕ – MN 16): สงสัยลังเลใน พระศาสดา · พระธรรม · พระสงฆ์ · สิกขา · เพื่อนพรหมจรรย์
ทางคลาย: โยนิโสมนสิการในอริยสัจ ๔ — “นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์”
๓
สีลัพพตปรามาส
โอรัมภาคิยะม.ม. — กุกกุรวติกสูตร (MN 57)
ปุณณะโกลิยบุตรผู้ประพฤติ โควัตร และเสนิยะผู้ประพฤติ กุกกุรวัตร (วัตรอย่างโค–อย่างสุนัข)
เข้าไปทูลถามถึงผลของวัตรนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้บำเพ็ญวัตรเช่นนั้นให้บริบูรณ์
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของโค–ของสุนัข หากมีความเห็นว่า “เราจักเป็นเทพด้วยศีลนี้ ด้วยวัตรนี้”
ความเห็นนั้นคือ มิจฉาทิฏฐิ
👉 ไม่ได้ห้ามมีศีลหรือข้อวัตร — แต่ห้าม “ปรามาส” คือลูบคลำยึดถือว่าลำพังศีลและวัตรนั้นจะทำให้บริสุทธิ์ได้เอง โดยไม่ต้องเจริญมรรค
ทางคลาย: ถือศีลเป็น “ฐานของสมาธิ–ปัญญา” ไม่ใช่ “เครื่องแลกผล”
๔
กามฉันทะ (กามราคะ)
โอรัมภาคิยะอํ.ฉกฺก. — นิพเพธิกสูตร (AN 6.63)
น เต กามา ยานิ จิตฺรานิ โลเก
สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม
ติฏฺฐนฺติ จิตฺรานิ ตเถว โลเก
อเถตฺถ ธีรา วินยนฺติ ฉนฺทํ.
สงฺกปฺปราโค ปุริสสฺส กาโม
ติฏฺฐนฺติ จิตฺรานิ ตเถว โลเก
อเถตฺถ ธีรา วินยนฺติ ฉนฺทํ.
อารมณ์อันวิจิตรทั้งหลายในโลก หาใช่กามไม่
ความกำหนัดเพราะดำริต่างหาก เป็นกามของคน
อารมณ์อันวิจิตรก็ตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นเอง
ส่วนผู้มีปัญญา ย่อมกำจัดเสียซึ่ง ฉันทะ ในอารมณ์เหล่านั้น
ความกำหนัดเพราะดำริต่างหาก เป็นกามของคน
อารมณ์อันวิจิตรก็ตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นเอง
ส่วนผู้มีปัญญา ย่อมกำจัดเสียซึ่ง ฉันทะ ในอารมณ์เหล่านั้น
👉 ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “ของสวยงามในโลก” แต่อยู่ที่ ความดำริกำหนัด ที่ใจเราเติมเข้าไป
ทางคลาย: เห็นอาทีนวะ (โทษ) ของกาม และเห็นความเกิด–ดับของเวทนาที่อาศัยผัสสะ
๕
พยาบาท (ปฏิฆะ)
โอรัมภาคิยะสำนวนนีวรณ์ในพระสูตรทั่วไป (เช่น DN 2, MN 27, AN 5.51)
พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺโป ...
พฺยาปาทํ ปหาย อพฺยาปนฺนจิตฺโต วิหรติ
สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี.
พฺยาปาทํ ปหาย อพฺยาปนฺนจิตฺโต วิหรติ
สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี.
เป็นผู้ มีจิตคิดร้าย มีความดำริแห่งใจอันประทุษร้าย ... ครั้นละพยาบาทได้แล้ว ย่อมเป็นผู้ มีจิตไม่คิดร้าย เป็นผู้อนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์มีชีวิตทั้งปวง
👉 พยาบาทมีทั้งอย่างหยาบ (คิดล้างแค้น) และอย่างละเอียด (ขัดใจ รำคาญ ไม่พอใจแวบเดียว)
ทางคลาย: เมตตาเจโตวิมุตติ + รู้ทันปฏิฆานุสัยที่นอนเนื่องกับทุกขเวทนา
๖
รูปราคะ
อุทธัมภาคิยะอธิบายจากบริบท รูปภพ/รูปฌาน ในพระสูตร (เช่น MN 64, AN 4.123)
ความกำหนัดยินดีใน รูปภพ / รูปฌาน — เป็นความติดใจในภาวะอันประณีตของสมาธิที่ยังมีรูปเป็นอารมณ์
อํ.จตุกฺก. (AN 4.123) ตรัสถึงผู้เข้าปฐมฌาน–จตุตถฌานแล้ว “ยินดี พอใจ ถึงความปลื้มใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น น้อมใจไปในธรรมนั้น อยู่มากด้วยธรรมนั้น ไม่เสื่อมจากธรรมนั้น” ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทพเหล่านั้น — นั่นคือคติของปุถุชน ไม่ใช่คติของอริยสาวก
อํ.จตุกฺก. (AN 4.123) ตรัสถึงผู้เข้าปฐมฌาน–จตุตถฌานแล้ว “ยินดี พอใจ ถึงความปลื้มใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น น้อมใจไปในธรรมนั้น อยู่มากด้วยธรรมนั้น ไม่เสื่อมจากธรรมนั้น” ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทพเหล่านั้น — นั่นคือคติของปุถุชน ไม่ใช่คติของอริยสาวก
ทางคลาย: ไม่หยุดที่ความสุขในฌาน แต่ยกธรรมในฌานนั้นขึ้นพิจารณาโดยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
๗
อรูปราคะ
อุทธัมภาคิยะอธิบายจากบริบท อรูปภพ/อรูปสมาบัติ (เช่น MN 64, MN 106)
ความกำหนัดยินดีใน อรูปภพ / อรูปสมาบัติ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
เป็นความติดในภาวะที่ละเอียดจนไม่มีรูปให้ยึด แต่ยัง “มีผู้เสวย” แฝงอยู่ จึงยังเป็นเครื่องผูกไว้กับภพ
เป็นความติดในภาวะที่ละเอียดจนไม่มีรูปให้ยึด แต่ยัง “มีผู้เสวย” แฝงอยู่ จึงยังเป็นเครื่องผูกไว้กับภพ
ทางคลาย: เห็นว่าแม้ภาวะอันละเอียดที่สุดก็ยังเป็น “สังขตธรรม” — สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จึงไม่เที่ยง
๘
มานะ
อุทธัมภาคิยะสํ.ข. — เขมกสูตร (SN 22.89) · มานะ ๓ ในพระสูตรทั่วไป
เสยฺโยหมสฺมีติ มาโน, สทิโสหมสฺมีติ มาโน, หีโนหมสฺมีติ มาโน.
มานะว่า “เราดีกว่าเขา” ๑ มานะว่า “เราเสมอเขา” ๑ มานะว่า “เราด้อยกว่าเขา” ๑
เขมกสูตร: พระเขมกะกล่าวว่า ท่านไม่เห็นขันธ์ ๕ ใดเป็นตนหรือของตนแล้ว แต่ท่าน “ยังไม่เป็นพระอรหันต์”
เพราะยังมี “อสฺมี”ติ มาโน (มานะว่า “เรามี” “เราเป็น”) อันละเอียดตามนอนอยู่
อุปมา: เหมือนผ้าเปื้อนเปรอะที่ซักด้วยน้ำด่างแล้ว แต่ยังเหลือ กลิ่นด่างติดอยู่ ต้องอบด้วยกลิ่นหอมอีก กลิ่นนั้นจึงหายไป
อุปมา: เหมือนผ้าเปื้อนเปรอะที่ซักด้วยน้ำด่างแล้ว แต่ยังเหลือ กลิ่นด่างติดอยู่ ต้องอบด้วยกลิ่นหอมอีก กลิ่นนั้นจึงหายไป
ทางคลาย: เจริญวิปัสสนาในขันธ์ ๕ ต่อไปจนถอน “อัสมิมานะ” ที่นอนเนื่องได้หมด
๙
อุทธัจจะ
อุทธัมภาคิยะอํ.จตุกฺก. — ยุคนัทธสูตร (AN 4.170) · พระอานนท์แสดง
ตสฺส ตํ มคฺคํ ภาวยโต พหุลีกโรโต สํโยชนานิ ปหียนฺติ ...
อถ วา ปนาวุโส ภิกฺขุโน ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตํ มานสํ โหติ; โส อาวุโส สมโย ยํ ตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตเมว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ.
อถ วา ปนาวุโส ภิกฺขุโน ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตํ มานสํ โหติ; โส อาวุโส สมโย ยํ ตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตเมว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุมี ใจอันถูกความฟุ้งซ่านในธรรมกั้นไว้ (ธัมมุทธัจจะ) —
สมัยใดจิตนั้นตั้งมั่นสงบลงในภายใน เป็นเอกัคคตา ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมัยนั้นมรรคย่อมเกิดแก่เธอ
เมื่อเจริญมรรคนั้นให้มาก สังโยชน์ทั้งหลายย่อมถูกละไป
👉 อุทธัจจะระดับสังโยชน์ ไม่ใช่ฟุ้งเรื่องบ้านเรื่องงาน แต่เป็น ความไหวตัวละเอียดของจิต แม้ในขณะปฏิบัติธรรม (เช่น ตื่นเต้นในสภาวะ อยากรู้ อยากได้ผลเร็ว)
ทางคลาย: สมถะ–วิปัสสนาเข้าคู่กัน (ยุคนัทธะ) จนจิตตั้งมั่นเป็นเอกัคคตา
๑๐
อวิชชา
รากของทั้งหมดสํ.นิ. — วิภังคสูตร (SN 12.2)
กตมา จ ภิกฺขเว อวิชฺชา?
ยํ โข ภิกฺขเว ทุกฺเข อญฺญาณํ, ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ, ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ, ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ —
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อวิชฺชา.
ยํ โข ภิกฺขเว ทุกฺเข อญฺญาณํ, ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ, ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ, ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อญฺญาณํ —
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อวิชฺชา.
ภิกษุทั้งหลาย! อวิชชาเป็นอย่างไรเล่า? ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุให้เกิดทุกข์
ความไม่รู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ —
นี้เราเรียกว่า อวิชชา
🔗 อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา — อวิชชาเป็นต้นสายของปฏิจจสมุปบาททั้งสาย จึงเป็นรากที่ทำให้สังโยชน์อีก ๙ ข้อตั้งอยู่ได้
ทางคลาย: วิชชา คือ ญาณทัสสนะในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง — “อวิชฺชาย ตฺเวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ”
อํ.ติก. — สิกขาสูตร (AN 3.87) และสำนวนซ้ำในหลายพระสูตร
ละได้เท่าไร → เป็นอะไร (พุทธพจน์ตรง)
🌱 โสดาบัน
ติณฺณํ สํโยชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺโน โหติ อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโน.
เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๓ เป็นโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงแท้ มีการตรัสรู้พร้อมในเบื้องหน้า
(สังโยชน์ ๓ = สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส)
(สังโยชน์ ๓ = สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส)
🌿 สกทาคามี
ติณฺณํ สํโยชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามี โหติ, สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กโรติ.
เพราะสิ้นสังโยชน์ ๓ และเพราะ ราคะ โทสะ โมหะ เบาบาง เป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้
🌳 อนาคามี
ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สํโยชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติโก โหติ ตตฺถ ปรินิพฺพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกา.
เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา
☀️ อรหันต์
อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ.
เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่ง เจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมนี้ เข้าถึงแล้วแลอยู่
🔨 ละสังโยชน์ด้วยอะไร
สํ.ม. — โอรัมภาคิยสูตร / อุทธัมภาคิยสูตร (SN 45.179–180)
อิเมสํ โข ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สํโยชนานํ อภิญฺญาย ปริญฺญาย ปริกฺขยาย ปหานาย
อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาเวตพฺโพ.
ภิกษุทั้งหลาย! เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไป เพื่อละเสียซึ่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เหล่านี้ อริยมรรคมีองค์ ๘ อันบุคคลพึงเจริญ (อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ก็ตรัสโดยนัยเดียวกัน)
ม.ม. — มหามาลุงกโยวาทสูตร (MN 64) · อุปมาเด็กอ่อน
เด็กอ่อนที่ยังนอนหงาย แม้แต่คำว่า “สักกายะ” ก็ยังไม่มีแก่เขา สักกายทิฏฐิจักเกิดแก่เขาแต่ไหน?
ก็แต่ว่า สักกายทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องอยู่ในเขานั่นเอง
(ตรัสทำนองเดียวกันกับ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ พยาบาท)
(ตรัสทำนองเดียวกันกับ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ พยาบาท)
👉 ใจความ: ยังไม่แสดงตัว ≠ ละได้แล้ว — ถ้ายังมี อนุสัย นอนเนื่อง เมื่อมีเหตุปัจจัยมันก็ผุดขึ้นได้เสมอ
มรรคาปฏิปทาที่ตรัสไว้ใน MN 64: ภิกษุสงัดจากกาม เข้าถึงฌาน แล้ว
“ตามเห็นธรรมทั้งหลายในฌานนั้น — คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ —
โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นโรค เป็นหัวฝี เป็นลูกศร เป็นความคับแค้น
เป็นอาพาธ เป็นของอื่น เป็นของทรุดโทรม เป็นของสูญ เป็นของไม่ใช่ตน”
แล้วน้อมจิตไปเพื่ออมตธาตุ — เธอย่อมสิ้นอาสวะ หรืออย่างน้อยเป็นโอปปาติกะปรินิพพานในภพนั้น
📚 แหล่งอ้างอิงที่ยกมา
| เรื่อง | พระสูตร | ที่มา |
|---|---|---|
| รายชื่อสังโยชน์ ๑๐ | สังโยชนสูตร | อํ.ทสก. (AN 10.13) |
| อะไรคือเครื่องผูก (โคดำ–โคขาว) | โกฏฐิกสูตร | สํ.สฬา. (SN 35.232) |
| สักกายทิฏฐิ ๒๐ | จูฬเวทัลลสูตร | ม.มู. (MN 44) |
| วิจิกิจฉา (สงสัยในตน/ในไตรรัตน์) | สัพพาสวสูตร / เจโตขีลสูตร | ม.มู. (MN 2 / MN 16) |
| สีลัพพตปรามาส (โควัตร–กุกกุรวัตร) | กุกกุรวติกสูตร | ม.ม. (MN 57) |
| กามคือสังกัปปราคะ | นิพเพธิกสูตร | อํ.ฉกฺก. (AN 6.63) |
| อัสมิมานะ (อุปมาผ้าซักแล้วยังมีกลิ่นด่าง) | เขมกสูตร | สํ.ข. (SN 22.89) |
| ธัมมุทธัจจะ / สมถะ–วิปัสสนาเข้าคู่ | ยุคนัทธสูตร | อํ.จตุกฺก. (AN 4.170) |
| นิยามอวิชชา | วิภังคสูตร | สํ.นิ. (SN 12.2) |
| ผล ๔ ระดับตามการละสังโยชน์ | สิกขาสูตร | อํ.ติก. (AN 3.87) |
| มรรค ๘ เพื่อละสังโยชน์ | โอรัมภาคิย/อุทธัมภาคิยสูตร | สํ.ม. (SN 45.179–180) |
| อนุสัย + ปฏิปทาละสังโยชน์เบื้องต่ำ | มหามาลุงกโยวาทสูตร | ม.ม. (MN 64) |
หมายเหตุ: เลขเล่ม/ข้อในพระไตรปิฎกภาษาไทยแตกต่างกันตามฉบับ (สยามรัฐ / มหาจุฬาฯ / มหามกุฏฯ) จึงระบุเป็นชื่อพระสูตรและเลขสากล (PTS) เพื่อให้ตรวจสอบข้ามฉบับได้
